บทความรู้ ที่มาของรถตู้

[ในบรรดารถยนต์ที่เราใช้ในปัจจุบัน เชื่อเลยว่า ทุกคนจะต้องผ่านชีวิตกับรถตู้มาแล้วทั้งสิ้น ประเทศไทย รถตู้ เป็นทั้งรถขนส่ง รถประจำทาง รถโดยสารไม่ประจำทาง น่าจะเรียกว่า บ้านเมืองเรา เป็นประเทศที่มีการเอารถตู้มาใช้งานได้หลากหลายที่สุดในโลก
จนเมื่อครั้น ตอนที่   Toyota   เผยเจ้า   Toyota  Hiace   ใหม่ ซึ่งแน่นอนว่ามันจะโผล่มาไทยในเร็ววัน ผมคิดว่า น่าจะลองมาย้อนรอยเรื่องรถตู้ในประเทศไทย กันเสียหน่อยว่า กว่าจะมีความนิยมในวันนี้ ผ่านบทพิสูจน์อะไรมาบ้าง

ผมอาจไม่ทันเรื่องเก่าที่นานกว่าปี พ.ศ. 2530  แต่จำได้ว่าโตขึ้นมาก็เริ่มคุ้นชินกับรถตู้แล้ว

“รถตู้” เป็นคำที่คนไทยใช้นิยามรถยนต์นั่งจำนวนหลายที่นั่ง ซึ่งมีทรงกล่องสี่เหลี่ยม จุได้ 10-12 ที่นั่ง (ในยุคแรกๆ) ก่อนจะมาขยายให้มีที่นั่งมากกว่านั้นในปัจจุบัน 

สำหรับผมรถตู้ในช่วงวัยเด็กเริ่มเห็นจาก รถตู้ของโฟลค์สวาเกนคันเก่ากลมๆ หน้ามลๆ รู้ตอนหลังว่า รถตู้รุ่นนี้เรียกว่า “โฟลค์แตงโม” (ไม่แน่ใจว่าทำไมเรียกแบบนี้) แต่รถตู้โฟลค์เป็นที่นิยมมากในช่วงแรก น่าจะเรียกว่าเป็นแบรนด์เดียวที่ไม่ว่าใครที่ผ่านช่วงวัยเด็กจะต้องมีความทรงจำเกี่ยวกับรถรุ่นนี้

คุณแม่ผมเอง (ตอนนี้ท่าน 62 แล้ว) เคยเล่าให้ฟังว่าสมัยเด็กๆ คุณตาทำอู่จะมีรถโฟลค์ตู้ ไว้พาลูกๆ ออกไปเที่ยวทะเลด้วยกันในวันว่าง ผมเข้าใจว่า น่าจะเป็นโพลค์ตู้หัวแตงโมนี่แหละ จนเป็นที่มาของคำว่า “รถโฟลค์ตู้”

ความนิยมรถโฟลค์ตู้ เริ่มแรกมาจากในวงราชการ เนื่องจากสมัยก่อนไม่มีตัวเลือกมากนัก รถโฟล์คตู้ส่วนใหญ่ จึงพบเห็นได้ตามโรงพยาบาล ใช้งานในหน่วยงาน ทหาร และอื่นๆ ที่เกี่ยวกับหน่วยงานราชการ จนผมยังพอจำความได้ว่าในสมัยเด็กๆ เคยนั่งรถโฟล์คตู้ไปทำงานกับแม่ในช่วงปิดเทอม

โตโยต้า ผู้จุดประกายรถตู้ญี่ปุ่น จนฮิต
ในระหว่างที่   Volkswagen   เป็นรถตู้ยอดนิยม ตลาดรถตู้ญี่ปุ่น ก็เริ่มต้นขึ้นอย่างเงียบๆ โดยโตโยต้า เป็นรถตู้รุ่นแรกที่เข้ามาทำตลาด แต่ยังไม่ได้รับความนิยมนัก เนื่องจากทางบริษัท นำเจ้า   Toyota Lite Ace   เข้ามาขาย จึงมีขนาดเล็กกว่ามาก

โดยรุ่นแรกที่นำเข้ามาขาย จากข้อมุลเชื่อว่าน่าจะประมาณปี พ.ศ. 2510 ในรหัสตัวถัง   H10   ซึ่งไม่มีใครมั่นใจว่าเข้ามาขายในช่วงปีดังกล่าวหรือไม่ เพราะคนที่ทันส่วนใหญ่ก็จากภพนี้ไปภพหน้ากันหมดแล้ว แต่ก็มีภาพที่น่าเชื่อถือได้ว่ามีรถรุ่นนี้จริงๆ ในไทย

การเริ่มต้นเข้ามาของ   Toyota  Lite Ace   อาจไม่ได้รับความนิยมนักเนื่องจากขนาดเล็ก การเข้ามาขายในช่วงแรกเป็นการนำเข้ามาขายในรูปแบบรถจดประกอบและรถมือสองจากญี่ปุ่น โดยผู้นำเข้าอิสระตามที่พอจะสามารถหาข้อมูลยืนยันได้

ช่วงแรก   Toyota Lite Ace   เข้ามาด้วยเครื่องยนต์ขนาด 1.2 และ 1.3 ลิตร (3K   และ 4K)  จนเริ่มได้รับความนิยมจนในช่วงหลังเริ่มแนะนำเครื่องยนต์ดีเซลขนาด 1.8 ลิตรเข้าประจำการในรหัส  1 C

ความนิยม   Toyota  Lite Ace   มาถึงขีดสุดในตัวถัง CM36   เราน่าจะเห็นหน้าตารถรุ่นนี้บ่อย เพราะเมื่อก่อนมันเป็นรถที่องค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทยใช้วิ่งซ่อมคู่สายที่ชำรุด รถรุ่นนี้มีเครื่องยนต์ 2 แบบเท่านั้นคือ เบนซิน 1.5 ลิตร เครื่องรหัส 5 K และเครื่องยนต์ดีเซล 2.0 ลิตร รหัส 2C   

วิธีนั่งรถตู้ให้ปลอดภัย
 1. สังเกตการณ์ เราไม่มีทางรู้ว่าอุบัติเหตุเกิดได้เมื่อไร และทุกคนล้วนแล้วแต่มักจะใช้เวลาเดินทาง ไปกับการงีบหลับเสียมากกว่า ซึ่งมันไม่ใช่เรื่องดีซ้ ายังท าให้คนขับ รู้สึกง่วงนอนไปด้วย ดังนั้นทางที่ ดีอย่าหลับขณะเดินทาง ฟังเพลงหรือหาอะไรท าไปพลางๆก็ได้ อยู่เป็นเพื่อนคนขับเขาสักนิด และ ควรระวังการงีบหลับบนรถ ภัยรูปแบบใหม่ที่มิจฉาชีพแฝงตัวในคราบผู้โดยสาร อาจจะมีการกรีด กระเป๋าหรือ ฉกฉวยทรัพย์สินระหว่างที่คุณหลับ มีสติและไม่ประมาทคือเกราะกันภัยชั้นเยี่ยมใน การด าเนินชีวิต  
2. ล็อคประตูรถตู้โดยสาร อันนี้เป็นเรื่องที่เราพบเห็นบ่อยมากว่าประตูตู้โดยสาร มักจะไม่ได้ถูก ล็อคและ มันเป็นสาเหตุส าคัญที่อาจท าให้เกิดเหตุสยองครั้งนี้ ปกติ แล้ว ในปัจจุบันประตูรถตู้ โดยสารจะถูกล็อคในระดับหนึ่งด้วยแม่เหล็กไฟฟ้า แต่มันก็แค่แนบชิดไว้เฉยๆ และยังต้องการ การ ล็อคจากพวกเราผู้โดยสาร ซึ่งเพียงคุณดันล็อคเข้าไป หากคุณเป็นคนที่นั่งตรงประตูเท่านี้อีกหลาย ชีวิต จะรอดเพียงเพราะการกระท าของคุณ 
รู้จักท่าปลอดภัย อาจจะมากไปสักนิด แต่หวังว่า เมื่อเหตุร้ายมาถึงคุณ ในชั่วเสี้ยววินาทีที่คุณมี สติเพียงพอ ท าท่าปลอดภัยมันจะยังพอช่วยได้บ้างไม่มากก็น้อย
3. ท่าปลอดภัย เป็นท่าที่ใช้ในเหตุ ฉุกเฉินโดยเฉพาะเครื่องบินตก ที่คุณจะต้องเก็บส่วนต่างๆที่ส าคัญของร่างกายในส่วนบน โดยการ ก้มตัวลงไปทางด้านหน้าและเก็บศอกชิดตัวให้มากที่สุดเท่าที่จะท าได้ ท่าปลอดภัยนี้ ช่วยให้คุณรอด จากแรงกระแทกได้พอสมควร
และช่วยลดอาการบาดเจ็บที่อาจจะเกิดขึ้นได้ไม่มากก็น้อย

ขับรถให้ปลอดภัย เวลาฝนตก 

1.ขับรถตอนฝนตกหนัก จำขึ้นใจไว้ว่าเลี่ยงแอ่งน้ำเสมอ!!

แอ่งน้ำเปรียบได้กับกับดับอันตรายที่รอคอยให้คนขับรถที่ประมาท ก้าวย่างสู่ต้นเหตุของการเกิดความสูญเสียได้มากที่สุด โดยเฉพาะตอฝนตกหนักจนเราแทบจะมองรถคันข้างหน้าไม่เห็น สภาพถนนที่ขาดการบำรุงรักษา มีการทรุดของไหล่ถนน หรือออกแบบได้ไม่ดีตั้งแต่ต้น เหล่านี้เป็นจุดกำเนิดของแอ่งน้ำเพชรเพชรฆาตทั้งสิ้น อันตรายของแอ่งน้ำมีอยู่ 2 ปัจจัยหลัก ได้แก่ เป็นต้นเหตุของการเกิด hydroplane หรือภาษาชาวบ้านเรียกว่า รถเหินน้ำ เพราะเวลาที่เราขับรถเร็วประมาณนึง แล้วรถเกิดแล่นลงไปในแอ่งน้ำ มันก็มีโอกาสเกิดอาการที่มาว่าทุกครั้ง ความรุนแรงจะแปรผันตามความเร็วที่รถขับมา กรณีที่ผู้ขับขี่มีประสบการณ์ไม่มากก็อาจเกิดความตกใจ พยายามหักพวงมาลัยเพื่อประคองรถให้วิ่งตรงต่อในเลน ทว่าผลคือรถจะเกิดเสียอาการจนหมุนคว้าง ไม่ก็แฉลบลงข้างทางไปแบบงงๆ เหล่านี้เราพบเห็นได้บ่อยยามที่มีฝนตก

ต่อมาเป็นเรื่องแอ่งน้ำที่เกิดจากผิวถนนชำรุดเป็นหลุมเป็นบ่อ ข้อนี้นับว่าเป็นภัยอันตรายที่ส่งผลร้ายแรงที่สุด เพราะนอกจากจะต้องเจอกับอาการรถเหินน้ำแล้ว พื้นถนนที่พุพังใต้น้ำยังส่งผลถึงล้อและแม็กโดยตรง เรียกว่าถ้าขับมาเร็วๆ แล้วรถต้องลงหลุมแอ่งน้ำประเภทนี้ นอกจากรถจะเสียอาการแล้วก็ยังมีโอกาสที่ล้อกับยางรถยนต์จะเสียหายตามมาด้วย

ดังนั้น วิธีการปลอดภัยที่สุดเมื่อหลีกเลี่ยงการแล่นผ่านแอ่งน้ำไม่ได้ก็คือ ขับรถด้วยความเร็วพอประมาณราวๆ 60 กิโลเมตรต่อชั่วโมง เพื่อที่จะได้หักหลบพร้อมเปิดไฟเลี้ยวเตือนให้รถในช่องจราจรอื่นชะลอรถได้ทัน กรณีเลี่ยงการแล่นผ่านแอ่งน้ำไม่ได้ ก็พยายามชะลอความเร็วลงด้วยการแตะเบรกแบบนุ่มนวล แล้วจับพวงมาลัยไว้ให้มั่นจนกว่ารถจะแล่นแผ่นบริเวณน้ำขังนั้นไป

ส่วนวิธีอื่นๆ ที่สามารถนำมาใช้ได้ กรณีที่ถนนมี 3 ช่องจราจรขึ้นไป คือให้พยายามขับรถอยู่ในช่องกลางเข้าไว้ เพราะเลนซ้ายและขวาสุดบนถนนบางสายอาจมีการทำสโลปเอียง ไว้เพื่อช่วยในเรื่องการระบายน้ำที่ท่วมขังบนพื้นถนน ซึ่งหมายความว่าโอกาสที่จะมีแอ่งน้ำบนเลนซ้ายและขวาสุดก็เพิ่มขึ้นตามไปด้วย

2.อย่าขับตามหลังรถบรรทุก

ทุกคนทราบดีอยู่แล้วว่าการขับรถยามฝนตกหนักต้องเว้นระยะห่างมากเป็นพิเศษ เผื่อไว้กรณีที่ต้องทำการเบรกฉุกเฉิน รวมถึงเพื่อเพิ่มทัศนวิสัยในการมองเห็นด้านหน้าว่ามีอะไรเกิดขึ้น เช่นเดียวกัน การหลีกเลี่ยงไม่ขับตามรถบรรทุกก็เป็นอีกสิ่งที่ช่วยลดความเสี่ยงอุบัติเหตุได้

เนื่องด้วยขนาดเล็กน้ำหนักที่มากของรถบรรทุก ไม่ว่าจะเป็น 10 ล้อ หรือรถพ่วง รถเหล่านี้จะด้อยประสิทธิภาพในการควบคุมรถขณะฝนตกหนักเป็นพิเศษ โอกาสที่จะรถหมุนคว้างหรือเสียหลักปาดไปมาก็มีสูงตาม ดังนั้น การขับทิ้งระยะพร้อมกับเลี่ยงการขับตามท้ายรถบรรทุกทุกชนิด จึงเป็นสิ่งที่ช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดอุบัติเหตุยามฝนตกหนักได้เช่นกัน

3.ตรวจเช็คลมยางให้อยู่ในระดับมาตรฐานเสมอ

หลายคนอาจทราบถึงวิธีการสองข้อแรกที่เรานำเสนอไปบ้างไม่มากก็น้อย แต่ก็มีบางคนหลงลืมการตรวจเช็คลมยางให้อยู่ในระดับปกติเสมอ เจ้าของรถบางคันใช้วิธีเติมลมยางให้แข็งกว่าปกติ 2-5 PSI เพราะมีความเชื่อว่าจะช่วยให้รถวิ่งได้ประหยัดน้ำมันและแล่นได้เร็วขึ้น ทว่าผลที่ตามมาอาจส่งผลเสียได้หลายอย่าง อาทิ ช่วงล่างเสื่อมสภาพไวกว่าปกติ การบังคับควบคุมทำได้ด้อยลง รวมถึงปัจจัยเรื่องการขับรถขณะเจอฝนตก…

ตามปกติแล้วยางรถยนต์ที่มีลมอยู่ในเกณฑ์กำหนดไว้ตามมาตรฐานโรงงาน นั่นหมายถึงประสิทธิภาพในการยึดเกาะถนนทุกสภาพอากาศและสภาพทางมีสูงสุด แต่กรณีที่ขับรถช่วงฝนตกหนักด้วยลมยางแข็งกว่าปกติ จนหน้ายางสัมผัสกับถนนได้ไม่เต็มพื้นที่ บางครั้งทำให้ร่องรีดน้ำที่ถูกออกแบบมาไม่สามารถรีดน้ำออกได้ทันตามที่วิศวกรคำนวนไว้ จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมเราจึงต้องเช็คลมยางให้อยู่ในระดับปกติตามค่ามาตรฐานอยู่เสมอ

หวังว่าทริกเล็กๆ น้อยๆ สามข้อนี้จะช่วยให้ผู้อ่านขับขี่รถยามฝนตกหนักได้ปลอดภัยยิ่งกว่าเดิม เหนือสิ่งอื่นใดคือสติและความไม่ประมาท หากมีสองข้อนี้อยู่ในใจผู้ขับขี่อยู่เสมอ เชื่อเถอะว่าการเดินทางไปยังทุกจุดหมายยังไงก็ปลอดภัยแคล้วคลาดอุบัติเหตุ
สังเกตุ ป้ายเตือนต่างๆ   และชลอความเร็ว  ลดอุบัติเหตุ ในขณะผ่านส่ิ่งเหล่านี้ ป้าย งานก่อสร้าง เป็นป้ายที่ใช้กันระหว่างก่อสร้างทั้งบริเวณถนน หรือสถานที่ก่อสร้างต่างๆ วัตถุประสงค์ของการทำป้ายเตือนในงานก่อนสร้างนี้ ก็เพื่อให้คนที่ผ่านไปมา รวมไปถึงผู้ขับขี่ที่ใช้รถใช้ถนนอยู่ในขณะนั้น ได้ทราบล่วงหน้าว่าทางข้างหน้านั้น มีการก่อสร้าง หรือมีการปรับปรุงเส้นทางอยู่ หรือมีเหตุการณ์อะไรอยู่ข้างหน้านั่นเอง ทำให้ผู้ขับขี่สามารถระมัดระวังในการขับรถยนต์ หรือการสัญจรมากขึ้นกว่าเดิมด้วย
 

ด้วยความปราถนาดีจากทีมงาน www.vancarforday.com  โทร.0945765678
  ไลน์ไอดี 086780  24 ชม.